Search stories, friends or teachers

People followed me

Notifications

My Work

My Drafts

พูดคุยกับกองหน้าทีมชาติไทย "มุ้ย ธีรศิลป์ แดงดา" กับเรื่องราวก่อนที่จะมาถึง ณ วันนี้

สวัสดีครับคุณมุ้ย ก่อนอื่นเลยนั้นผมอยากให้คุณมุ้ยแนะนำตัวกับน้องๆ อย่างเป็นทางการก่อนครับ
สวัสดีครับ ชื่อ มุ้ย ธีรศิลป์ แดงดา นะครับ สังกัด SCG เมืองทอง ยูไนเต็ต อายุ 29 ปี 
สำหรับคำถามแรกที่ไม่น่าจะมีใครถามคุณมุ้ยเลย อยากรู้ครับว่าปกติคุณมุ้ยเป็นคนที่ชอบชื่นชอบในการเขียน การอ่าน หรือมีกิจกรรมเป็นงานอดิเรกอะไรบ้าง
จริงๆ แล้วก็ชอบอ่านหนังสือเหมือนกันนะ แต่ว่าก็จะเลือกเรื่องที่อ่านหน่อยครับ อย่างตอนเด็กๆ ก็จะไม่ได้อ่านเป็นเชิงวิชาการอะไรมาก แต่ผมจะอ่านเวลาที่เราอยากจะรู้เรื่องอะไรที่เราสนใจ ก็จะไปหาหนังสือ หรือว่าหาอะไรมาอ่าน แต่ว่าการเริ่มต้นจริงๆ มาจากการอ่านพวกหนังสือการ์ตูนทั่วไป หนังสือเกี่ยวกับกีฬา เพราะบางทีเราก็ไม่สามารถค้นหาในอินเตอร์เน็ตได้ทั้งหมด
ในช่วงที่คุณมุ้ยกำลังเรียนอยู่ คุณมุ้ยมีผลการเรียนอยู่ในระดับไหน แล้วคุณมุ้ยมีวิธีจัดการกับวิชาที่ไม่ชอบ หรือไม่ถนัดอย่างไรบ้างครับ 
ฮ่าๆ จริงๆ แล้วผลการเรียนคือไม่ได้ดีเลยแหละ เพราะว่าต้องเล่นฟุตบอลด้วย แล้วก็เรียนไปด้วย แต่ว่าก็พยายามให้ผ่าน และเรียนให้จบ คือไม่ได้หวังว่าทุกวิชาต้องเกรด 4 เพราะส่วนใหญ่จะมาเน้นเกี่ยวกับเรื่องฟุตบอลมากกว่า
อ๋อ..ก็คือว่าถ้าเกิดอย่างเช่นสมมติว่าถ้ามีวิชาคณิตศาสตร์ คงจะเป็นวิชาที่คุณมุ้ยไม่ชอบแน่เลยใช่มั้ยครับ
แล้วคุณมุ้ยก็ใช้วิธีพยายามทำให้มันผ่านก่อนแล้วกัน เพราะเรามีด้านถนัดของตัวเองอยู่แล้ว 
ใช่ๆ ก็คือพยายามให้มันรู้ และเข้าใจบ้าง แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องมาเคร่งเครียดอะไรขนาดนั้น บทไหนเราเข้าใจเราก็จะสามารถทำมันได้เลย แต่ถ้าบางบทเราไม่เข้าใจ ก็ต้องยอมปล่อยมันไป
แล้วอย่างนี้ในช่วงตอนที่คุณมุ้ยเรียนอยู่ คุณมุ้ยเป็นเด็กลักษณะไหน มีบุคลิกแบบใดครับ อยากรู้มากเลยครับ
จริงๆ แล้วจะเป็นเด็กที่ไม่มีอะไรเลยครับ ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรมาก จะเงียบๆ ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย ก็อยู่ในห้องเรียน เหมือนไม่ค่อยมีตัวตนในโรงเรียน เพราะผมมีโควต้านักกีฬาด้วย ตอนเช้าเราก็จะซ้อมบอลก่อนไปเรียน 8 โมง พอเรียนเสร็จ ตอนเย็นเราก็ซ้อมบอลอีก จะทำแบบนี้ซ้ำๆ ทุกวัน คือแบบพอเราไปเรียนเหมือนเราก็จะพยายามไม่ใช้ร่างกาย จะอยู่นิ่งๆ พยายามไม่ให้เหงื่อออก จะไม่มีการไปวิ่งเตะบอลกับกลุ่มเพื่อนในห้องเพราะว่าเดี๋ยวเย็นนี้ก็ต้องกลับไปซ้อมอีก ในทุกการซ้อมเราก็อยากจะทำให้มันดี
แบบนี้เพื่อนในโรงเรียนจะไม่สงสัยกันหรอครับว่า เอ๊..ทำไมกลุ่มนักบอลเขาเน้นอยู่กันแบบเงียบๆ ค่อนข้างเก็บตัวตอนเที่ยง ไม่ไปเล่นอะไรกันเลย
จริงๆ แล้วก็พูดคุย เฮฮากันปกติแหละ เพียงแต่ว่ากิจกรรมหนักๆ เราก็จะพยายามเลี่ยง เพื่อนนักเรียนเขาก็รู้ว่าเราเป็นนักกีฬาช้างเผือก เขาก็จะเข้าใจ อย่างเลิกเรียนเสร็จจะมาชวนเราไปไหน เราก็ไปไม่ได้อยู่แล้ว 
โอ้โห… ก็คือคุณมุ้ยจะต้องมีวินัยมากๆเลยนะครับแบบนี้ อีกคำถามที่น้องๆ หลายคนน่าจะอยากรู้เกี่ยวกับคุณมุ้ยแน่นอน อยากให้คุณมุ้ยได้เล่าว่าตัวเองก้าวเข้ามาเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้อย่างไร จุดเริ่มต้นมาจากตรงไหน
พ่อของผมเป็นคนที่ชอบฟุตบอล ชอบมากๆ เลย เรียนก็เรียนนะ แต่ขอให้ได้เล่นฟุตบอล แล้วเหมือนผู้ใหญ่สมัยก่อนปู่ย่าเราเนี่ยจะไม่ค่อยสนับสนุนให้ลูกเล่นกีฬา เล่นฟุตบอล เขาจะให้เรียนอย่างเดียวซะส่วนใหญ่ แต่พ่อผมเนี่ยจะหนีปู่กับย่าไปเตะบอล อันนี้คือที่พ่อได้เล่าให้ฟังนะ มันก็เลยต่อเนื่องมาถึงผม ซึ่งเริ่มแรกผมจะต้องไปสนามฟุตบอล เหมือนกึ่งบังคับเลยแหละ โดยเริ่มตั้งแต่ 7 ขวบ เราก็จะตามพ่อไปสนามฟุตบอล ตอนนั้นเรายังไม่ได้เล่นบอลหรอก แต่คือพ่อกับแม่ไปทำงาน ผมก็ต้องเลือกเอาว่าถ้าไปกับแม่ผมก็ต้องอยู่โรงงาน งั้นผมก็เลือกไปกับพ่อดีกว่า คืออยู่ในสนามมันไม่มีอะไรที่อันตราย จากนั้นก็เริ่มเล่นตามพ่อมาเรื่อยๆ คือไม่ได้เล่นอะไรมากในช่วงแรก แต่ได้ไปเห็นซะมากกว่า ด้วยความที่เป็นเด็กเราไม่เข้าใจด้วยแหละว่าฟุตบอลมันคืออะไร มันเป็นยังไง คือถึงไปสนามก็ไม่ได้เข้าไปเล่นกับพวกเขาอยู่ดี ก็อยู่ข้างๆสนาม 
เท่ากับว่าคุณมุ้ยได้มีการซึมซับเรื่องที่เกี่ยวกับฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก แล้วช่วงที่เราจริงจังกับมันเป็นช่วงไหนครับ
ในช่วงตอนที่เราจบ ป.6 เราก็หาโรงเรียนที่ทำให้เราได้มีโอกาสเล่นฟุตบอลต่อ และช่วยลดค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ได้ด้วย จะได้ไม่ต้องมาเสียค่าเทอมให้เรา ณ ตอนนั้นคิดอะไรแบบนั้นจริงๆ เราได้เข้าเรียน ม.1 ด้วยโควต้าเรียนฟรีเป็นนักกีฬาโรงเรียน เราก็ทำสำเร็จ จากตอนแรกที่เราแค่จะเอาโควต้าเรียนฟรี เล่นเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ พอได้มาเจอเพื่อนกลุ่มเดียวกัน ที่รักในการเล่นฟุตบอลเหมือนกัน แล้วทีนี้เป้าหมายมันก็ค่อยๆเริ่มเปลี่ยนไป คือพอเจอคอเดียวกัน มันก็อารมณ์เดียวกัน เมื่อได้แข่งขันด้วยกัน เราก็ไม่ได้เล่นเพื่อสุขภาพอย่างเดียวแล้ว แต่เล่นเพราะว่าอยากจะเก่งแล้วนะ อยากพัฒนาตัวเองนะ อยากเป็นเลิศในด้านนี้ อยากได้ชัยชนะ อยากได้แชมป์ อยากติดทีมชาติแล้ว
ก็คือเป้าหมายของคุณมุ้ยได้เปลี่ยนไป และยิ่งใหญ่กว่าเดิมแล้ว งั้นช่วง ม.ต้น ถึง ม.ปลาย คุณมุ้ยก็มีการได้รับรางวัลเกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลมาอย่างต่อเนื่องเลยใช่มั้ยครับ 
ใช่ครับ ก็ในประเภททีม อาจจะได้ไม่ได้ทั้งหมดทุกรางวัล แต่ก็มีเข้ารอบสุดท้าย รอบลึกๆ เข้าชิง ได้แชมป์บ้าง ไม่ได้แชมป์บ้างครับ ก็รู้สึกภูมิใจในช่วงเวลานั้นเหมือนกัน 
ครับ ในการที่คุณมุ้ยได้เข้ามาเป็นนักกีฬาอาชีพ สโมสรแรกที่คุณมุ้ยเริ่มเล่นเลยคือสโมสรไหนครับ
ในช่วง ม.ปลาย ผมเล่นของสโมสรโรงเรียนจ่าอากาศเป็นที่แรกครับ ด้วยตอนนั้นสโมสรยังไม่ได้ถือว่าเป็นอาชีพ และก็เป็นช่วงที่กำลังว่าง อยู่ในช่วงปิดเทอม แล้วด้วยความที่พ่อเราทำทีมโรงเรียนจ่าอากาศอยู่ ซึ่งไม่ได้อยู่ในไทยลีกด้วย ก็คือมาเล่นกับพ่อในช่วงอายุประมาณ 17-18 ปี แต่ไม่ได้เล่นแบบต่อเนื่องอะไร เป็นจังหวะที่เรามีเวลาว่างพอดี ถ้าไม่ติดกับการเรียน หรือกิจกรรมกับทางโรงเรียนเราก็จะมาเล่นตรงนี้ได้ แต่ก็คือยังเล่นกับทางโรงเรียนอัสสัมชัญเป็นหลักเหมือนเดิม 
หลังจากที่จบ ม.6 แล้ว คุณมุ้ยได้มาเป็นนักบอลอาชีพเต็มตัวเลยใช่ไหมครับ
ใช่ๆ ก็จะประมาณนั้นเลยครับ แต่ลีกเรา ณ ตอนนั้นอาจจะยังไม่ได้ถือว่าเป็นอาชีพเต็มตัวได้เหมือนวันนี้ หลังจากที่จบ ม.6 ก็เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แต่ถือว่าโชคดีที่ตัดสินใจถูกทาง ในวันนั้นเราได้สมัครเรียนมหาวิทยาลัยมหิดลโดยขอโควต้านักกีฬาได้แล้ว รอวันมอบตัวนักศึกษา มีบัตรนักศึกษาเรียบร้อยแล้ว คือ รอวันเปิดเทอม รับน้อง และก็ไปเรียนได้เลย
แต่พอดีในช่วงตอนนั้นก็มีโอกาสได้ลงเล่นชุดบีโอลิมปิก อายุไม่เกิน 23 ปี แล้วผมก็ติด! มันเป็นช่วงคาบเกี่ยวกัน ถึงเวลาที่เราต้องเลือกแล้ว พอจบจากตอนนั้นก็มีรายชื่อเราในทีมชาติชุดใหญ่เลย แต่ว่าไปคัดเลือกกันอีกทีประมาณ 30 คน แล้วต้องไปเก็บตัวที่เยอรมัน 1 เดือน โดยที่ไม่รู้เลยว่าเราจะติดทีมชาติหรือเปล่า แล้วก็เป็นช่วงกำลังจะเปิดเทอมด้วย คือเราอาจจะไม่ได้อยู่ในชุดที่แข่งขันรอบสุดท้ายก็ได้ แต่ถือว่ามันได้โอกาสแล้ว เราก็ต้องคว้าไว้ แล้วเราก็ติด 1 ใน 23 คนพอดี และมีช่วงได้ไปแมนซิตี้ด้วยก็เลยเลือกเส้นทางนั้นที่จะไม่เรียนต่อ แต่เลือกที่จะเล่นฟุตบอลอย่างเดียวไปเลย  
เท่ากับว่าตอนนั้นคุณมุ้ยมั่นใจในเส้นทางของตัวเองอย่างชัดเจนแล้ว
ก็คิดว่า เออ..มันมาขนาดนี้แล้ว ไม่เดินย้อนกลับแล้ว คือเรามีประสบการณ์ที่ได้เห็นรุ่นพี่รุ่นก่อนๆ ที่แบบว่าพอเล่นฟุตบอล แล้วก็ไปเรียนมหาวิทยาลัย แล้วพอได้เรียนมหาวิทยาลัย รุ่นพี่ก็หายกันไปเลย คือไปเตะบอลมหาวิทยาลัย แต่ด้วยความที่ตอนนั้นยังไม่เป็นอาชีพเงินเดือนประมาณ 8-9 พัน แล้วก็ต้องเรียนไปด้วย กลายเป็นเหมือนไม่เด่นสักทาง
มีน้องๆ หลายคนที่ตอนนี้อยากจะใช้โควต้านักกีฬาในการเข้า ม.1 ผมอยากให้คุณมุ้ยช่วยแนะนำน้องๆ หน่อยครับ ว่านอกจากความมีวินัยแล้วยังมีอะไรอีกมั้ยที่อยากจะบอกเล่าให้น้องๆ ฟัง และจะทำอย่างไรให้ตัวเราสามารถก้าวเหนือกว่าคนอื่นได้
สำหรับความคิดผมอันดับแรกมันต้องมี “ความรัก มีความเชื่อในสิ่งที่เราทำ” และมีอีกข้อหนึ่งที่น่าจะเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าฝีเท้าก็คือเรื่องของ “ทัศนคติ” เพราะเชื่อว่าตอนนี้เด็กหลายๆคนมีปัญหาด้านทัศนคติเกี่ยวกับการเล่นฟุตบอล คืออยากให้คิดบวกไว้ บางทีมันเหนื่อย มันท้อแท้ มันซ้อมหนัก จะทำยังไงให้ตัวเองยังรู้สึกสนุกกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ทั้งที่แบบมันเหนื่อยมาก บางคนก็จะแบบบ่นว่า “โอ๊ย..เหนือยโว้ย ไม่เอาแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”

แต่กลับกันบางคนมีทัคนติที่ดี คือคิดว่าเราอยากเก่ง เราก็จะหาข้อมูล ทำการบ้าน ว่าต้องทำยังไงเราถึงจะเก่ง นอกจากบทเรียน การฝึกซ้อมกับทีม และโค้ชแนะนำแล้ว ก็ต้องหาอย่างอื่นมาเพิ่มเติมด้วย ถ้าเราเรียนหนังสือ เราก็ต้องหาความรู้อย่างอื่นมาด้วยเช่นกัน ได้ใช่ หรือไม่ได้ใช้ ไม่รู้แหละ แต่เรามีความรู้ไว้  ถ้าถึงโอกาสที่ต้องใช้ เราก็จะมีสิ่งนั้นให้ใช้ และเราจำเป็นต้องรู้จุดอ่อนของตัวเองว่าคืออะไร จุดแข็งของตัวเองคืออะไร แต่บางคนพอจุดเด่นมี ก็จะรักษาจุดเด่นนั้นไว้ แต่ไม่ได้พัฒนาจุดด้อยที่ตัวเองมีอยู่เลย 

บางคนโค้ชด่าหน่อย อะไรหน่อย ให้ไปทำสิ่งที่นักบอลไม่ถนัด นักบอลก็จะแบบบ่น “โอ้..ผมทำไม่ได้ ผมทำอย่างอื่นได้ดีกว่า” ถ้าหากเรามีทัศนคติที่ดี “เฮ้ย! ไม่เป็นไร ลองทำดู ลองดูก่อน” มันไม่ดีเดี๋ยวโค้ชเค้าก็เห็นเอง แต่บางคนก็จะน้อยใจ ทำไมถึงให้พวกเขาเล่นอย่างนี้ ทั้งที่ผมเหมาะกับการเล่นแบบที่ถนัดมากกว่า
เยี่ยมมากๆครับ เป็นคำแนะนำที่ดีมากๆ เลยครับคุณมุ้ย และการที่คุณมุ้ยกลายมาเป็นคนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่ง เรียกได้กว่าคนในประเทศไทยที่รักฟุตบอลนี่รู้จักหมด วันนี้แตกต่างกับวันแรกที่เรายังไม่มีชื่อเสียงมั้ย แล้วคุณมุ้ยมีวิธีการวางตัวอย่างไร ให้เป็นที่รักของคนส่วนใหญ่
จริงๆ ก็แตกต่างครับกับตอนที่ยังเป็นคนธรรมดาที่ยังไม่มีใครรู้จักเหมือนกัน วิธีการวางตัวของผมคือการที่เราต้องเข้าใจก่อนว่าวันนี้เราเป็นบุคคลสาธารณะ มีคนรู้จักเยอะ เราก็จะอยู่ในที่สว่าง ทำอะไรก็จะมีคนเห็นหมด แต่พอเราเข้าใจข้อนี้มันก็ไม่ยากหรอก เราก็รู้ว่าอะไรควรทำ หรือไม่ควรทำในที่สว่าง และเป็นอย่างที่ตัวเองเป็น เพราะว่าถ้าผมยังเป็นตัวผมแบบนี้ อีก 10 ปีมันก็จะเป็นอย่างนี้ ถึงแม้ว่ามันจะมีคนไม่ชอบก็ตาม แต่ว่าเราไม่ได้เฟค การเฟคมันอาจจะอยู่ได้แค่สัปดาห์นึง หรือ 1  ปี มันก็อาจจะลืมตัว เพราะว่าเราต้องคอยเฟคอยู่ตลอด นักบอลไม่ใช่ดาราไม่จำเป็นต้องมาสร้างภาพว่าเป็นคนดี หรือเป็นพระเอกอะไรขนาดนั้น
โอเคครับ ในส่วนต่อไปผมอยากทราบมุมมองของคุณมุ้ย เกี่ยวกับคำที่ว่า “บางคนประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องเรียน” คุณมุ้ยมีคำแนะนำกับน้องๆ ยังไงบ้างในส่วนนี้
ผมว่ายังไงการเรียนก็เป็นสิ่งที่สำคัญ คือมันเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตทั้งหมด คือไม่ได้บอกว่าต้องเรียนให้ดีที่สุด หรือว่าไม่ต้องเรียนเลย เพียงแต่ว่าเรียนให้มันรู้ เรียนให้มันเข้าใจ แค่นั้นก็พอ แล้วพอเราเจอกับสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เรารักแล้วค่อยไปทำมันอย่างเต็มที่กับสิ่งนั้น นี่เป็นความคิดส่วนตัวของผมนะ
ว่าง่ายๆ คนเหล่านั้นที่สามารถประสบความสำเร็จโดยที่ไม่ต้องเรียน คือเค้าค้นหาตัวเองจนเจอ แล้วมันเป็นทางที่ชัดเจน 
ใช่ๆ เพราะคนเหล่านั้นเขารู้ตัวเองแล้วว่าเขาต้องการอะไร จะทำยังไง และจะเป็นอะไรในอนาคต คนเหล่านั้นเขาโตพอที่จะรู้ว่าเขาจะเลือกอะไรในชีวิต เขาไม่เรียนตอนช่วงหลัง ไม่ใช่จะไม่เรียนเลยตั้งแต่เด็ก ถึงพวกนั้นเขาจะไม่ได้เรียนต่อ แต่ถามว่าเขาเจออะไรมาบ้างในชีวิต ไม่ใช่ว่าเราอยู่ ป.1-ป.6 แล้วจะไม่เรียนเลย ผมว่ามันยังไม่ใช่ที่เราจะค้นเจอตัวตนเร็วขนาดนั้น คือพื้นฐานทุกคนที่ประสบความสำเร็จ เขาเรียนทุกอย่างนะ เพียงแต่ว่าเขาเลือกเรียนในสิ่งที่เขาชอบ หรือสนใจในสิ่งนั้น แล้วเขาก็ทำมันอย่างเต็มที่จนประสบความสำเร็จ 
ตอนนี้คุณมุ้ยก็มีโอกาสที่จะบอกเรื่องราวไปให้เด็กๆกลุ่มหนึ่งซึ่งตอนนี้ก็มีหลายโรงเรียนที่จะได้เข้ามาอ่านบทสมภาษณ์ของคุณมุ้ย คุณมุ้ยอยากฝากอะไรถึงน้องๆ ชั้นประถมและชั้นมัธยมที่ในอนาคตจะมาเป็นกำลังสำคัญของชาติ ทั้งเรื่องการเรียน การงาน และการใช้ชีวิต
ความคิดของผมคือเราก็ "ต้องรู้หน้าที่"  แล้วก็เรียงลำดับความสำคัญในชีวิตของเราก่อน อย่างเช่น คนที่เราควรจะต้องเชื่อฟังเขา สำคัญที่สุดก็คือพ่อแม่ รองลงมาก็เป็นครูบาอาจารย์ เรื่องการใช้ชีวิตถ้าหากเรายังเป็นเด็กที่อยู่ในช่วงประถมความสำคัญที่สุดก็คือการเรียน เราก็ต้องเรียนเป็นอันดับแรก แล้วทีนี้เราก็เรียงความสำคัญว่าอันดับสองอาจจะเป็นสิ่งที่เราชอบ เราก็ไล่ลำดับลงมา เพียงแต่ว่าเราเรียงความสำคัญให้มันถูกเท่านั้นเอง สิ่งที่เราอยากทำ สิ่งที่เราอยากรู้ก็ค่อยมาหาในเวลาว่างหลังจากที่เราเรียนเสร็จ
เป็นคำแนะนำที่ดีมากๆ เลยครับคุณมุ้ยเดี๋ยวทางฟรีจะมาบอกคุณมุ้ยอีกทีว่าเด็กๆ อ่านแล้วพวกเขามีความคิดเห็นกันอย่างไรบ้าง ^^
ได้เลยครับ ยินดีมากๆ เลย พอตอนนี้เราโตขึ้นแล้ว ด้วยอายุที่มันมากขึ้น ตอนนี้ผมไม่ได้คิดถึงแค่ตัวเองอีกแล้ว ตัวเองไม่ได้สำคัญสุด ก็เลยคิดว่าไอ้ความรู้ ความสามารถ หรือสิ่งที่เราได้ไปเห็น ไปพบเจอมา เราจะถ่ายทอดให้คนอื่นๆ หรือน้องๆ ต่อไป คือผมคิดแต่ว่าผมจะสามารถทำอะไรเพื่อพวกเขาได้บ้าง ก็พยายามจะบอกเล่าประสบการณ์ อย่างเรื่องที่ผมได้ไปอยู่สโมสรอัลเมเรีย ในลีกสเปน มันอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จหรอก แต่ผมก็เป็นหนึ่งคนที่เคยได้ไปเห็น ไปอยู่ตรงนั้น ได้รู้ว่ามันเป็นยังไง ผมก็แค่อยากถ่ายทอด โอเคคนที่ฟังอาจจะรับหรือไม่รับ ไม่เป็นไร จะเข้าหัวไม่เข้าหัวเขารึเปล่าผมไม่รู้  เพียงแต่ว่าผมอยากจะแบ่งปันเรื่องราวประสบการณ์ของผม ถ้าวันหนึ่งที่เขาได้เจอเหมือนกันกับผม เขาก็จะได้รู้แล้วว่าปัญหาที่เจอมันเป็นอย่างไร มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เขาจะได้สามารถรับมือกับมันได้ อย่างที่ผมไปผมไปแบบไม่ได้มีประสบการณ์อะไรเลย ทุกอย่างมันใหม่หมด ทีนี้มันต้องรับมือกับปัญหาที่ต้องเจออยู่ตลอดเวลา
แล้วเรื่องภาษานี่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่มากมั้ยครับ
ก็เป็นปัญหาระดับหนึ่งครับ เพราะภาษาก็เป็นส่วนสำคัญเหมือนกัน แต่ก็ด้วยปัญหาอะไรหลายๆอย่างรวมกันด้วยแหละครับ ภาษายังไม่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด เพราะการสื่อสารในชีวิตประจำวันไม่ได้มีปัญหา พื้นฐานก็เรียนไปบ้างแล้ว รู้งี้ก็ตั้งใจเรียนตั้งแต่เด็กแล้ว (หัวเราะ) 
การสื่อสารในตอนแข่งขันมันมีความลำบากมั้ยครับ 
ก็คือถ้าเราพูดภาษาเดียวกัน ผู้ชายเหมือนกัน และด้วยที่ฟุตบอลมันเป็นกีฬาเวลาคุยกัน มันก็ต้องคุยกันแบบเปิดอก เวลาผมสั่งคุณไป เวลามองหน้ากัน ผมต้องการให้คุณลงไปทำแบบนี้นะ แต่เราไม่เข้าใจเพราะมันต้องมีคนกลางช่วยในการสื่อสาร บางทีจุดประสงค์มันอาจจะแบบผิดเพี้ยน หรือคลาดเคลื่อนได้ ก็กลายเป็นว่าเราไม่ได้ทำตามที่โค้ชต้องการ โค้ชก็ต้องเอาตัวเลือกอื่นที่สามารถสั่งและทำได้เลย ซึ่งการไปอยู่ตรงนั้นรายละเอียดมันมากกว่าบ้านเราเยอะ ไม่ว่าจะเป็นลูกคอนเนอร์ การตั้งเตะต่างๆ ทักษะการเล่นมันต้องปรับใหม่หมด ทุกอย่างไม่สามารถปล่อยผ่าน และเริ่มใหม่ได้... โอเคอาจมีคนมองว่าผมล้มเหลว แต่ผมก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก เพราะผมเองก็ทำมันอย่างเต็มที่แล้ว
ไม่เลยครับคุณมุ้ย ผมมองว่าคุณมุ้ยเจ๋งมากแล้ว ที่ไปอยู่ตรงจุดนั้นได้ ต้องขอขอบคุณคุณมุ้ยมากๆ เลยครับ
สรุปว่าแค่เรามีทัศนคติที่ดี เราจะสามารถทำสิ่งต่างๆได้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าสิ่งที่โค้ชให้มาใหม่ แนะนำมาใหม่ คือถ้าเราทำได้เพิ่มเติม มันก็จะเป็นการเพิ่มศักยภาพให้ตัวเราเอง แต่ถ้าเรามีทัศนคติที่ไม่ดีเราก็จะปิดกั้นไป แล้วเราก็จะมีทักษะอยู่แค่นั้น เราจะไม่มีพัฒนาการอะไรเพิ่มอีกเลย 
สำหรับคนที่ชื่นชอบกีฬาฟุตบอล
คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักเขาคนนี้
เขาคือคุณมุ้ย ธีรศิลป์ แดงดา นั่นเองครับ
ครูฟรีได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่มุ้ย และได้ขอเอาสิ่งที่ได้คุยกันมาเขียนเป็นบทความนี้ เพื่อให้น้องๆ ได้อ่านกัน เพื่อดูแนวทาง และวิธีคิดของนักฟุตบอลทีมชาติไทยคนนี้ว่ากว่าเขาจะมาถึงจุดนี้ได้ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง และในช่วงที่กำลังเรียนอยู่ เขาเป็นคนอย่างไร
ครูฟรีขอแนะนำคร่าวๆ ว่าพี่มุ้ยคือนักฟุตบอลทีมชาติไทย ที่อยู่ในตำแหน่งกองหน้า และเป็นอีกคนหนึ่งที่ถือว่าประสบความสำเร็จในด้านกีฬาฟุตบอลของประเทศไทย และได้มีโอกาสได้ไปเล่นฟุตบอลในลีกของต่างประเทศอีกด้วย
สิ่งที่น้องๆ จะได้รับ และได้รู้ เมื่ออ่านบทสัมภาษณ์นี้
- ตอนเรียนพี่มุ้ยเป็นอย่างไร? เมื่อเจอปัญหาในการเรียน แก้ไขมันอย่างไร
- ฝึกซ้อมฟุตบอลหนักเท่าไหน ในช่วงเรียน
- จุดเริ่มต้นของการเข้ามาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ
- สิ่งที่นอกเหนือจากการฝึกซ้อม อะไรคือสาเหตุที่ทำให้พี่มุ้ยประสบความสำเร็จได้ในระดับนี้
- และอีกหลายสิ่งที่นักบอลอาชีพคนนี้อยากเล่าให้น้องๆ ได้ฟัง
- i n t e r v i e w -
" ซ้อมฟุตบอลทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน และทุกเย็นหลังเลิกเรียน "
" เป้าหมายเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อได้พบกับคนที่มีความชอบเดียวกัน "
" การค้นพบว่าตัวเองว่าชอบอะไร
เป็นปัจจัยสำคัญในการเดินไปสู่ความสำเร็จ "
โฉมหน้าของพี่มุ้ยตอนเด็กครับ
และนี่คือสิ่งที่พี่มุ้ยอยากจะบอกเล่าให้น้องๆ ได้รู้ ครูบอกได้เลยว่าเป็นประโยชน์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่ได้อ่านอย่างแน่นอน อย่างตัวครูเองได้คุยแล้วยังรู้สึกว่าตัวเองมีไฟ อยากจะพัฒนาตนเองให้เก่งมากขึ้นกว่าเดิม
แต่ถ้าน้องๆ ที่ชอบเล่นฟุตบอลอยู่แล้ว ครูคิดว่ามันน่าจะทำให้เราได้รู้ว่า มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือเรื่องของโชคเลย ที่คนๆหนึ่งจะก้าวมาเป็นกองหน้าของทีมชาติไทย มันคือความขยัน หมั่นฝึกซ้อม ความมีระเบียบวินัย และความรักในสิ่งที่ทำจริงๆ
สำหรับใครที่อ่านจบแล้ว คอมเม้นต์รายงานตัวให้ครูได้เหมือนเดิมเลยนะครับ ครูจะเอาไปบอกพี่มุ้ยให้ได้รู้ว่า สิ่งที่พี่มุ้ยเล่าออกมา มีประโยชน์ต่อน้องๆ ขนาดไหน
98
People who likes this
15
Press enter to post, Shift+Enter for new line
13
You have to keep it in the box
พูดคุยกับกองหน้าทีมชาติไทย "มุ้ย ธีรศิลป์ แดงดา" กับเรื่องราวก่อนที่จะมาถึง ณ วันนี้
Brings it forward or not?
You want to publish diary or save draft?
Do you want to remove this diary?